แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหรับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อาหรับ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

น้ำตาที่ยังไหลกับสันติภาพที่ยังมองไม่เห็นของซีเรีย




แล้วบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำเรีย ก็ตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงในเมืองฮามา เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่พ่อของเขาผู้เคยปกครองซีเรีย ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงชาวซุนหนี่ เมื่อปี 2525 จนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นราย

ในเหตุการณ์ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงทั่วประเทศ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อาซาด เมื่อวานนี้ ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 140 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน โดยที่เมืองฮามาเพียงเมืองเดียว แหล่งข่าวท้องถิ่นให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติว่า มีคนตายประมาณ 115 คน

เนื่องจากปัญหาที่ทางการซีเรียปิดกั้นการเข้าติดตามสถานการณ์ของสื่อต่างชาติ ทำให้การยืนยันตัวเลขและผลกระทบที่เกิดจากการเคลื่อนรถถังเข้าไปในเมืองฮามา เป็นไปอย่างยากลำบาก โดยการใช้กำลังเข้าสังหารหมู่ในเมืองฮามานี้ เกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมของประชาชนจำนวนกว่า 500,000 คน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องการให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดลงจากตำแหน่ง

ขณะที่สื่อต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่เมืองฮามา กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทางการซีเรียให้ความสำคัญในการล้อมปราบกลุ่มผู้ประท้วง ก็เนื่องมาจากจำนวนผู้ประท้วงในเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนฮามากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้าน ด้านนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนรายงานว่า นับตั้งแต่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลซีเรียเริ่มต้นขึ้น มีประชาชนเสียชีวิตแล้วทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,700 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนหลายพันคน ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้บาชาร์ อัล อัสซาด จะออกแถลงการณ์เตรียมปฏิรูปประเทศ แต่ก็ยังไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนที่ยืนยันเรียกร้อง ประชาธิปไตยและเสรีภาพ

ข้อเรียกร้องที่ยังมีปัญหาก็เช่น การลงจากตำแหน่งของบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรียแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่มีทางปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนี้ ยุติกฏหมายสถานการณ์ฉุกเฉินที่ใช้มากว่า 48 ปี ทางการซีเรียมีคำสั่งยกเลิกตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 21 เมษายน แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับตามมาด้วย การสังหารประชาชนกว่า 1,300 ราย และจับกุมผู้ประท้วงหลายหมื่นคน

ความรุนแรงที่เพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มหันไปมองท่าทีของนานาชาติ แต่นับจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีคำสั่งประกาศใช้มาตรการบทลงโทษที่เข้มข้นกับผู้นำซีเรีย หรือการส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงช่วยเหลือประชาชน โดยสาเหตุหลัก เชื่อกันว่า เป็นเพราะการเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางด้านความมั่นคงในโลกอาหรับ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้นำซีเรียกับประเทศเพื่อนบ้าน

ซีเรียถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในโลกตะวันออกกลาง เนื่องจากการเป็นชาติที่มีคณะผู้ปกครองเป็นชาวชีอะห์ เช่นเดียวกับอิหร่าน ชาติพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ, อิสราเอล และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งความไม่แน่นอนที่อาจบานปลายไปเป็นการล่มสลายของระบบการปกครองแบบอัสซาด ย่อมส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพและสันติภาพ

หลายฝ่ายเชื่อว่า หากบาชาร์ อัล อัสซาด ยอมลงจากอำนาจ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการแย่งชิงอำนาจจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองนั้น กลุ่มชีอะห์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้  ความรุนแรงระหว่างอาหรับ กับประเทศที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาอย่างอิสราเอล อาจลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เพราะขาดตัวกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านชาตินิกายชีอะห์ ผู้มีอำนาจในการปกครองกลุ่มคนนิกายอื่นๆในประเทศของตน อย่างบาชาร์ อัล อัสซาด

สถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรียจึงเป็นเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อน และรอคอย 'ปรากฏการณ์' บางอย่างที่จะมายุติเรื่องราวทั้งหมด โดยหวังได้แต่เพียงว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งสันติภาพของโลก และจบการเข่นฆ่าของเพื่อนมนุษย์





J

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

'ปัญหาน้ำมัน' เบื้องหลังวิกฤติการเมือง

หลายคนอาจเคยสงสัยกับสถานการณ์การประท้วง ที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรงในโลกอาหรับ ทั้งที่ล้มไปแล้วอย่างประเทศอียิปต์ หรือที่กำลังปะทุอย่างเยเมน และซีเรีย แต่แผนภาพกราฟ การผลิต และการใช้น้ำมันอาจบอกเราได้ถึงอะไรบางอย่าง

ด้วยเหตุผลง่ายๆ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมาะต่อการผลิตสินค้าการเกษตร แต่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันปริมาณมหาศาล ทำให้ชาติอาหรับจำนวนมาก ต้องใช้วิธีการส่งออกน้ำมัน มาสร้างกำลังซื้อ ในการนำเข้าสินค้าจำพวกอาหาร โดยทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ตราบเท่าที่บรรดาท่านผู้นำ สามารถหว่านเม็ดเงินส่วนต่าง ให้เป็นสวัสดิการสำหรับประชาชนในประเทศของตนเองได้

แต่ทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมันเมื่อมีการใช้ก็ย่อมต้องมีวันหมด ประกอบกับการพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งเป็นอัตราเร่ง ทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อถึงจุดที่ปริมาณการผลิตน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ความจำเป็นในการนำเข้าน้ำมันจึงเกิดขึ้น




ดังปรากฏในกราฟการผลิตและการใช้น้ำมันของประเทศอียิปต์ จุดสูงสุดของการผลิตคือเมื่อปี 2539 และค่อยๆลดลงมาจนเท่ากับการใช้ ในปี 2550 ซึ่งทำให้ชาติอียิปต์ ต้องหันมาเริ่มนำเข้าน้ำมันจากชาติอื่น เพื่อทดแทนความต้องการส่วนต่าง และนำมาซึ่งผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงปัญหาข้าวยากหมากแพง และการว่างงาน

ปัญหาพิษเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของประเทศโลกอาหรับ แต่มันเกิดขึ้นได้ทั่วโลก เช่นกรีซ ประท้วงการตัดลดงบประมาณสวัสดิการ หรืออังกฤษ ประท้วงการตัดลดงบประมาณการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ชาติอาหรับอาจต้องเผชิญปัญหาหนักกว่าประเทศอื่นอีกเท่าหนึ่ง เมื่อพวกเขามีช่องทางรายรับที่ค่อนข้างจำกัด ขณะที่อำนาจการปกครองก็มักอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหา ประชาชนจึงมีเหตุผลมากมายในการขับไล่ผู้นำ ที่กลายสภาพเป็นตัวการของความทุกข์ยาก






เช่นเดียวกับการประท้วงในซีเรียและเยเมน โดยจากกราฟ จะเห็นได้ว่า ซีเรียเลยจุดสูงสุดของความสามารถในการผลิตน้ำมันไปแล้วเมื่อปี 2539 และแม้ระดับความต้องการจะยังไม่เท่ากับปริมาณการผลิต แต่จากแนวโน้มก็เห็นได้ว่า คงเหลือเวลาอีกไม่นาน ส่วนที่เยเมนกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ปี 2544 ก่อนลดลงมา ขณะที่ความต้องการกลับสวนทางเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นไปได้ว่าในอีกไม่นาน ทั้งสองประเทศก็อาจเริ่มจำเป็นต้องหาทางนำเข้าน้ำมัน เช่นอียิปต์ หลังจากที่ประชาชนลุกฮือประท้วงขับไล่ผู้นำตามอย่างมาแล้ว






ท่ามกลางความวิตกเรื่องน้ำมันหมดโลก หลายประเทศทั้งสหรัฐฯ หรือจีน ที่กำลังการผลิตน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ อาจสามารถหาทางนำเข้าจากแหล่งผลิตอื่นได้ เพราะมีรายได้จากการส่งออกอาหาร หรือสินค้าประเภทต่างๆ แต่คงไม่มีใครหนีความจริงได้ว่า ทรัพยากรโลกจะต้องหมดลงสักวันหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมาของโลกตะวันออกกลาง อาจเป็นสัญญาณบอกเราว่า การขาดการวางแผนแก้ไขปัญหา สามารถนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจินตนาการ เช่นผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานในโลกอาหรับ กำลังเผชิญอยู่







J

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

'อำนาจ' ที่กำลังถูกแย่งชิงคืน

การประท้วงครั้งใหญ่ในอียิปต์สิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จของกลุ่มประชาชน ที่สามารถโค่นล้มอำนาจเผด็จการที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความสำเร็จครั้งที่สองภายในรอบระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนของประชาชนในดินแดนอาหรับ ที่หลายประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีนัยยะแอบแฝงว่า 'ไร้เสรี'

มาจนถึงตรงนี้ เมื่อฝันร้ายครั้งที่สองเกิดขึ้นจริงๆ ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน และบางคณะรัฐมนตรีที่ยึดถือระบอบวิธีคิดเดียวกันในการจัดการกับผู้ถูกปกครอง เช่นในตูนีเซียและอียิปต์ คงต้องหนาวๆร้อนๆกันว่า 'เก้าอี้' ของตนเองจะถูกเลื่อยขาหั่นออกเป็นชิ้นๆ เมื่อไร โดยเฉพาะถ้าหากยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง 'กลยุทธ์' หรือ 'วิธีคิด' ที่ดูถูกผู้คนในปกครอง

เพราะเมื่อระบบการปกครองไม่เอื้อและช่วยเหลือให้ประชาชนได้ถือขนมปัง เมื่อนั้นพวกเขาก็จำเป็นต้องหันไปหยิบจับอาวุธที่เรียกว่า 'มวลชน' ขึ้นมาต่อกร ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศได้พบบทเรียนราคาแพงมาแล้วว่า 'พลังของประชาชน' นั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขามากเพียงไร

ที่น่าจับตามองถัดจากอียิปต์คือที่ประเทศเยเมน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ประท้วง เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ ประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลย์ ซึ่งปกครองเยเมนมาอย่างยาวนานกว่า 33 ปี หลังจากเห็นตัวอย่างจากทั้งนายเบน อาลีของตูนีเซีย และนายมูบารัคของอียิปต์ จึงรีบหาทางออกมาแก้ลำเรือ ด้วยการประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งในปี 2556 ซึ่งคณะรัฐบาลของเขาจะหมดวาระ

แต่เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าประชาชนที่ออกมาต่อต้านและเรียกร้องในครั้งนี้ ย่อมไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว และเรียกร้องให้นายซาเลย์ ลงจากตำแหน่งใน 'ทันที' โดยวิธีการแก้ไขปัญหาของทางการเยเมนในครั้งนี้ นอกจากจะเกาไม่ถูกที่คันแล้ว ยังถือเป็นความคิดแนวเดียวกับที่นายมูบารัคเคยใช้ก่อนได้พบว่า การประกาศลงจากตำแหน่งในอนาคตอัน 'ไกล' นั้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ไหนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเลย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ของตูนีเซีย, อียิปต์ และเยเมน เป็นเรื่องที่ต่างกรรม ต่างวาระ จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่า สถานการณ์ของเยเมน จะเดินไปในทิศทางและมีบทสรุปเดียวกับ เหตุการณ์ปฏิวัติครั้งใหญ่ใน 2 ประเทศที่กล่าวมา

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็พอจะทำให้เราเห็นภาพรวมที่ว่า รัฐบาลใดที่ยึดครองอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว, จับกุมหน่วงเหนี่ยว 'ผู้ที่คิดเห็นแตกต่าง' ในสังคม บวกผสมกับ 'สายตาสั้น' มองไม่เห็นความทุกข์ร้อนของประชาชน เมื่อนั้นอำนาจที่ประชาชนให้ไปไว้ในมือ ก็จำเป็นต้องถูกช่วงชิงคืนกลับไป





J

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

'เผาตัวตายประท้วง' เส้นทางสู่ความสำเร็จ?

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่นายโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี่ พ่อค้าขายผักผลไม้ชาวตูนีเซียจุดไฟเผาร่างกาย ประท้วงกลุ่มผู้ปกครองประเทศ หลังถูกตำรวจเข้ายึดแผงขายผัก ได้ลุกลามไปเป็นการรวมตัวประท้วงคณะรัฐบาลครั้งใหญ่ของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนยากจน จนส่งผลให้ในท้ายที่สุด ประธานาธิบดีเบน อาลี ผู้ปกครองชาวตูนีเซียนมาอย่างยาวนานกว่า 23 ปี ถูกขับไล่ออกจากประเทศ

พฤติกรรมของนายโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี่ ที่เสียชีวิตภายหลังเกิดเหตุหนึ่งอาทิตย์ต่อมา กลายไปเป็นพฤติกรรมต้นแบบของการประท้วงรัฐบาล ในกลุ่มประเทศโลกอาหรับ โดยนับถึงปัจจุบันมีประชาชนพยายามก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองในที่สาธารณะเป็นจำนวนแล้วถึง 10 ราย ทั้งใน แอลจีเรีย อียิปต์ เยเมน และมอริเตเนีย เนื่องมาจากสภาพปัญหาสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น




สาเหตุที่เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบในหมู่ประชาชนชาวอาหรับนั้น อาจเป็นเพราะผลสำเร็จของการประท้วงในประเทศตูนีเซีย ทำให้การแสดงออกลักษณะนี้ กลายมาเป็นตัวอย่างหนึ่งในรูปแบบของการประท้วงให้ได้รับชัยชนะ ทั้งที่ในความเป็นจริง สถานการณ์และบริบทที่ต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ไม่เหมือนกัน

และจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะเชื่อว่าทางออกที่แท้จริง คือการรวมตัวชุมนุมเรียกร้องของมวลชนอย่าง 'สันติวิธี' เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมาให้ความสนใจแก้ไขปัญหา มากกว่าการเสียสละชีวิตของ 'ตัวเอง' หรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง เนื่องจากไม่มีหลักประกันใดๆทั้งสิ้น ที่จะยืนยันได้ว่า เมื่อเกิดความ 'สูญเสีย' แล้วจะเกิดการ 'เปลี่ยนแปลง'

อย่างไรก็ตาม การประท้วงโดยพยายามจุดไฟเผาตัวเอง หรือที่เรียกว่า เซลฟ์ อิมโมเลชั่น นั้น ไม่ได้พึ่งเคยเกิดขึ้นในกรณีของพ่อค้าชาวตูนีเซียนเป็นคนแรก หรือเป็นเพียงวัฒนธรรมการก่อความไม่สงบของชาวอาหรับ

เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งในประเทศจีน ปากีสถาน รวมถึงเกาหลีใต้ และถ้าย้อนกลับไปในอดีต ทั้งเวียดนาม และประชาชนในสหภาพโซเวียต ก็เคยมีการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากทางคณะผู้ปกครองเช่นกัน

ขณะที่ในข้อเขียนของหลักศาสนาพุทธ กล่าวถึง ความพยายามในการฆ่าตัวตาย เช่น การอดอาหาร หรือการจุดไฟเผาร่างกายนั้น เป็นตัวอย่างของผู้ที่ดูหมิ่นโอกาสในการมีชีวิต และสติปัญญาของตัวเอง

เช่นเดียวกับบทบัญญัติในเกือบทุกศาสนา ทั้งพราหมณ์, คริสต์หรืออิสลาม ซึ่งโดยมากมักไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย แต่น่าเสียดายที่ประเด็นนี้ มักถูกนำไปใช้ตีความอย่างบิดเบือน จนบานปลายกลายเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบ และนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอยู่เสมอ

คำถามคือแม้บางครั้งปลายทางจะเป็นไปตามความประสงค์ แต่เราควรจะมอง 'ผลลัพธ์' โดยไม่สนใจ 'ระหว่างทาง' เลยหรือไม่ ขณะเดียวกันกับ 'สิ่งที่เกิดขึ้น' คุ้มค่ากับการ 'สูญเสีย' ของใครหรือเปล่า

บางครั้งการเดินทางที่ไปถึง 'ความเปลี่ยนแปลง' ด้วยวิธี 'สันติ' อาจต้องใช้เวลานานนับปี แต่มันอาจจะ 'คุ้มค่า' สำหรับการเลือกเดินในระยะทางที่ไกลกว่า แต่ 'เราทุกคน' สามารถก้าวเดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้พร้อมๆกัน




J