แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรุนแรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรุนแรง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2554

'ภัยก่อการร้าย' กับเสียงร้องไห้ที่ไม่มีใครได้ยิน

ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน เกิดเหตุวินาศกรรมขึ้นถึง 3 ประเทศ และมีผู้เสียชีวิตรวมกันเป็นจำนวนไม่ต่ำกว่า 100 คน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เกิดเหตุระเบิดพลีชีพขึ้นบริเวณตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน ระหว่างการประชุมเจ้าหน้าที่หน่วยงานรักษาความปลอดภัยรัฐบาล โดยพยานในที่เกิดเหตุกล่าวว่า ได้ยินเสียงระเบิดไม่ต่ำกว่า 5 ครั้ง บริเวณฐานที่มั่นของเมืองปาร์วาน ขณะที่เจ้าหน้าที่สามารถวิสามัญคนร้าย ก่อนจะทันก่อเหตุระเบิดอีกจุดหนึ่งได้ เหตุวินาศกรรมที่เกิดขึ้นส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 22 ราย ได้รับบาดเจ็บอีก 34 คน โดยกว่า 16 รายของเหยื่อระเบิดพลีชีพในครั้งนี้ เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำงานในบริเวณดังกล่าว


วันเดียวกัน ที่ประเทศปากีสถาน เกิดเหตุลอบวางระเบิดในโรงแรมทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 12 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 20 คน โดยก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง กองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายได้ยิงจรวดเข้าโจมตีค่ายทหาร จนมีผู้เสียชีวิต 3 ราย ซึ่งเหตุการณ์วินาศกรรมสองครั้งซ้อน เกิดขึ้นในระหว่างการเฉลิมฉลองครบรอบวันประกาศเอกราช ปีที่ 64 โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่า คนร้ายได้ลอบเข้าไปวางระเบิดในโรงแรมและกดระเบิด ในขณะที่มีประชาชนนั่งกันอยู่เต็มบริเวณห้องโถง


ส่วนวันนี้ ที่ประเทศอิรัก บริเวณเมืองคุต เกิดเหตุคาร์บอมบ์ และลอบวางระเบิดแสวงเครื่อง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 34 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกถึง 65 คน ขณะที่ในเวลาไร่เรี่ยกัน คนร้ายได้ก่อเหตุวินาศกรรม ทั้งลอบยิง, คาร์บอมบ์ รวมถึงระเบิดพลีชีพ อีกกว่า 12 จุดทั่วประเทศ ทำให้มีเหยื่อวินาศกรรมภายในวันนี้วันเดียว รวมแล้วกว่า 52 ราย เหตุการณ์ความรุนแรง เกิดขึ้นหลังจากเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ทางการอิรักประกาศเจรจากับรัฐบาลกรุงวอชิงตัน ในเรื่องของการขยายกรอบเวลาโครงการฝึกทหารต่อจากปลายปีนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ สหรัฐฯต้องถอนทหารจำนวนกว่า 47,000 นาย ออกจากอิรัก ตามข้อตกลงทวิภาคี ที่ทำกันเอาไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2551


นับตั้งแต่วันที่โลกเริ่มประกาศสงครามกับภัยคุกคาม ด้วยการใช้กองกำลังทหารเข้าปราบปราม เหตุวินาศกรรมและการก่อการร้ายกลับมีแต่ยิ่งรุนแรงและโหดร้ายมากขึ้น จนทำให้ความรู้สึกของประชาชนทั่วไป ต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินพลเมืองโลก เริ่มกลายเป็นความเฉยชา


จะถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่โลกจะหันกลับมาทบทวนบทเรียนโศกนาฏกรรมครั้งแล้วครั้งเล่า และเริ่มต้นดำเนินมาตรการจัดการกับความรุนแรงเสียใหม่ ก่อนที่ความรู้สึกสำนึกในมนุษยธรรมจะถูกทำลาย จนกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมาย และทำให้เรา 'ตายด้าน' กับ 'การตาย' ของใครสักคนหนึ่ง





J

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

น้ำตาที่ยังไหลกับสันติภาพที่ยังมองไม่เห็นของซีเรีย




แล้วบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำเรีย ก็ตัดสินใจใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเข้าจัดการกับกลุ่มผู้ประท้วงในเมืองฮามา เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่พ่อของเขาผู้เคยปกครองซีเรีย ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงชาวซุนหนี่ เมื่อปี 2525 จนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นราย

ในเหตุการณ์ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงทั่วประเทศ ตามคำสั่งของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อาซาด เมื่อวานนี้ ส่งผลให้มีประชาชนเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 140 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายร้อยคน โดยที่เมืองฮามาเพียงเมืองเดียว แหล่งข่าวท้องถิ่นให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติว่า มีคนตายประมาณ 115 คน

เนื่องจากปัญหาที่ทางการซีเรียปิดกั้นการเข้าติดตามสถานการณ์ของสื่อต่างชาติ ทำให้การยืนยันตัวเลขและผลกระทบที่เกิดจากการเคลื่อนรถถังเข้าไปในเมืองฮามา เป็นไปอย่างยากลำบาก โดยการใช้กำลังเข้าสังหารหมู่ในเมืองฮามานี้ เกิดขึ้นภายหลังการชุมนุมของประชาชนจำนวนกว่า 500,000 คน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งต้องการให้ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดลงจากตำแหน่ง

ขณะที่สื่อต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์ถึงสาเหตุที่เมืองฮามา กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ทางการซีเรียให้ความสำคัญในการล้อมปราบกลุ่มผู้ประท้วง ก็เนื่องมาจากจำนวนผู้ประท้วงในเมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล จนฮามากลายเป็นสัญลักษณ์ของการต่อต้าน ด้านนักพิทักษ์สิทธิมนุษยชนรายงานว่า นับตั้งแต่การประท้วงต่อต้านรัฐบาลซีเรียเริ่มต้นขึ้น มีประชาชนเสียชีวิตแล้วทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1,700 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนหลายพันคน ซึ่งตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แม้บาชาร์ อัล อัสซาด จะออกแถลงการณ์เตรียมปฏิรูปประเทศ แต่ก็ยังไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนที่ยืนยันเรียกร้อง ประชาธิปไตยและเสรีภาพ

ข้อเรียกร้องที่ยังมีปัญหาก็เช่น การลงจากตำแหน่งของบาชาร์ อัล อัสซาด ผู้นำซีเรียแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่มีทางปฏิบัติตามข้อเรียกร้องนี้ ยุติกฏหมายสถานการณ์ฉุกเฉินที่ใช้มากว่า 48 ปี ทางการซีเรียมีคำสั่งยกเลิกตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม เมื่อวันที่ 21 เมษายน แต่เหตุการณ์หลังจากนั้นกลับตามมาด้วย การสังหารประชาชนกว่า 1,300 ราย และจับกุมผู้ประท้วงหลายหมื่นคน

ความรุนแรงที่เพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มหันไปมองท่าทีของนานาชาติ แต่นับจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีคำสั่งประกาศใช้มาตรการบทลงโทษที่เข้มข้นกับผู้นำซีเรีย หรือการส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงช่วยเหลือประชาชน โดยสาเหตุหลัก เชื่อกันว่า เป็นเพราะการเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางด้านความมั่นคงในโลกอาหรับ และความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนของผู้นำซีเรียกับประเทศเพื่อนบ้าน

ซีเรียถือเป็นประเทศหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในโลกตะวันออกกลาง เนื่องจากการเป็นชาติที่มีคณะผู้ปกครองเป็นชาวชีอะห์ เช่นเดียวกับอิหร่าน ชาติพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ, อิสราเอล และซาอุดิอาระเบีย ซึ่งความไม่แน่นอนที่อาจบานปลายไปเป็นการล่มสลายของระบบการปกครองแบบอัสซาด ย่อมส่งผลโดยตรงต่อเสถียรภาพและสันติภาพ

หลายฝ่ายเชื่อว่า หากบาชาร์ อัล อัสซาด ยอมลงจากอำนาจ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะเกิดการแย่งชิงอำนาจจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งหากการเปลี่ยนแปลงขั้วการเมืองนั้น กลุ่มชีอะห์เป็นฝ่ายพ่ายแพ้  ความรุนแรงระหว่างอาหรับ กับประเทศที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันมาอย่างอิสราเอล อาจลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง เพราะขาดตัวกลางที่เชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านชาตินิกายชีอะห์ ผู้มีอำนาจในการปกครองกลุ่มคนนิกายอื่นๆในประเทศของตน อย่างบาชาร์ อัล อัสซาด

สถานการณ์ความขัดแย้งในซีเรียจึงเป็นเรื่องที่มีความละเอียดซับซ้อน และรอคอย 'ปรากฏการณ์' บางอย่างที่จะมายุติเรื่องราวทั้งหมด โดยหวังได้แต่เพียงว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำมาซึ่งสันติภาพของโลก และจบการเข่นฆ่าของเพื่อนมนุษย์





J

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

นิทานจากยุโรป

ภาพความเป็นรัฐสวัสดิการของกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปกำลังสั่นคลอน เมื่อกลุ่มรัฐบาลไล่ตั้งแต่ประเทศอังกฤษ ไปจนถึงประเทศบัลแกเรีย กำลังดำเนินนโยบายปรับลดงบประมาณในส่วนของสวัสดิการสังคมต่างๆที่รัฐกำลังแบกรับ เพื่อนำเม็ดเงินส่วนนั้นกลับไปใช้ในการปฏิรูปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จากการที่อียูต้องสูญเงินจำนวนมหาศาล หลังตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ล้มตัวลงไปเมื่อปี 2008

แต่การที่รัฐต้องการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงอย่างประชาชน ต้องออกมา 'พูด' ในสิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่บ้าง การรวมตัวกันประท้วงของประชาชนทั้งในกรีซ, ฝรั่งเศษ และเบลเยี่ยม เมื่อวันพุธที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา คือตัวอย่างของกลุ่มคนที่ต้องการเรียกร้องเพื่อคืนสิทธิที่ทุกคนต่างเชื่อว่า ตัวเองพึงมีพึงได้ อย่างกรณีของการประท้วงขึ้นค่าเทอมในประเทศอังกฤษก็เช่นกัน

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์หลายฝ่าย กลับเห็นด้วยกับนโยบายปรับลดงบประมาณลักษณะนี้ โดยเชื่อว่า แม้การดำเนินนโยบายชูความเป็นรัฐสวัสดิการ จะเป็นจุดแข็งของกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป แต่การทุ่มเม็ดเงินลงไปเพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนนั้น สร้างความไม่มั่นคงให้แก่รัฐ โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่ทำให้คนคอยหวังเพียงความช่วยเหลือที่รัฐจะมาป้อนให้ จึงสมควรแล้ว ที่จะถูกรื้อถอนออกไป

ความต้องการที่สวนทางกันของประชาชนผู้คิดรักษาผลประโยชน์ที่ตัวเองเคยได้รับ กับการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่ต้องการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสถานการณ์ในสหภาพยุโรปต่อจากนี้ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมีแง่มุมให้เราได้คิดเล็กๆว่า บางครั้งการปกครอง 'โดย' ประชาชน อาจไม่ได้หมายถึง 'เพื่อ' ประชาชน ขณะที่การปกครอง 'เพื่อ' ประชาชน อาจไม่ได้มีความหมายเดียวกับ 'โดย' ประชาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหาร และวิสัยทัศน์ของประชาชนเองว่า ต่างพยายามที่จะมองปัญหาจาก 'คนละจุด' กับที่ตัวเองยืนได้เข้าใจขนาดไหน

เพราะถ้าต่างคนต่างเอาแต่มองจากฟากของตัวเอง ใครๆก็คงจะพอ 'เดา' ออกว่า สถานการณ์ต่อไปจะเป็นเช่นไร







J