แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประท้วง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประท้วง แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

'ปัญหาน้ำมัน' เบื้องหลังวิกฤติการเมือง

หลายคนอาจเคยสงสัยกับสถานการณ์การประท้วง ที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรงในโลกอาหรับ ทั้งที่ล้มไปแล้วอย่างประเทศอียิปต์ หรือที่กำลังปะทุอย่างเยเมน และซีเรีย แต่แผนภาพกราฟ การผลิต และการใช้น้ำมันอาจบอกเราได้ถึงอะไรบางอย่าง

ด้วยเหตุผลง่ายๆ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมาะต่อการผลิตสินค้าการเกษตร แต่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันปริมาณมหาศาล ทำให้ชาติอาหรับจำนวนมาก ต้องใช้วิธีการส่งออกน้ำมัน มาสร้างกำลังซื้อ ในการนำเข้าสินค้าจำพวกอาหาร โดยทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ตราบเท่าที่บรรดาท่านผู้นำ สามารถหว่านเม็ดเงินส่วนต่าง ให้เป็นสวัสดิการสำหรับประชาชนในประเทศของตนเองได้

แต่ทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมันเมื่อมีการใช้ก็ย่อมต้องมีวันหมด ประกอบกับการพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งเป็นอัตราเร่ง ทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อถึงจุดที่ปริมาณการผลิตน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ความจำเป็นในการนำเข้าน้ำมันจึงเกิดขึ้น




ดังปรากฏในกราฟการผลิตและการใช้น้ำมันของประเทศอียิปต์ จุดสูงสุดของการผลิตคือเมื่อปี 2539 และค่อยๆลดลงมาจนเท่ากับการใช้ ในปี 2550 ซึ่งทำให้ชาติอียิปต์ ต้องหันมาเริ่มนำเข้าน้ำมันจากชาติอื่น เพื่อทดแทนความต้องการส่วนต่าง และนำมาซึ่งผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงปัญหาข้าวยากหมากแพง และการว่างงาน

ปัญหาพิษเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของประเทศโลกอาหรับ แต่มันเกิดขึ้นได้ทั่วโลก เช่นกรีซ ประท้วงการตัดลดงบประมาณสวัสดิการ หรืออังกฤษ ประท้วงการตัดลดงบประมาณการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ชาติอาหรับอาจต้องเผชิญปัญหาหนักกว่าประเทศอื่นอีกเท่าหนึ่ง เมื่อพวกเขามีช่องทางรายรับที่ค่อนข้างจำกัด ขณะที่อำนาจการปกครองก็มักอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหา ประชาชนจึงมีเหตุผลมากมายในการขับไล่ผู้นำ ที่กลายสภาพเป็นตัวการของความทุกข์ยาก






เช่นเดียวกับการประท้วงในซีเรียและเยเมน โดยจากกราฟ จะเห็นได้ว่า ซีเรียเลยจุดสูงสุดของความสามารถในการผลิตน้ำมันไปแล้วเมื่อปี 2539 และแม้ระดับความต้องการจะยังไม่เท่ากับปริมาณการผลิต แต่จากแนวโน้มก็เห็นได้ว่า คงเหลือเวลาอีกไม่นาน ส่วนที่เยเมนกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ปี 2544 ก่อนลดลงมา ขณะที่ความต้องการกลับสวนทางเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นไปได้ว่าในอีกไม่นาน ทั้งสองประเทศก็อาจเริ่มจำเป็นต้องหาทางนำเข้าน้ำมัน เช่นอียิปต์ หลังจากที่ประชาชนลุกฮือประท้วงขับไล่ผู้นำตามอย่างมาแล้ว






ท่ามกลางความวิตกเรื่องน้ำมันหมดโลก หลายประเทศทั้งสหรัฐฯ หรือจีน ที่กำลังการผลิตน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ อาจสามารถหาทางนำเข้าจากแหล่งผลิตอื่นได้ เพราะมีรายได้จากการส่งออกอาหาร หรือสินค้าประเภทต่างๆ แต่คงไม่มีใครหนีความจริงได้ว่า ทรัพยากรโลกจะต้องหมดลงสักวันหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมาของโลกตะวันออกกลาง อาจเป็นสัญญาณบอกเราว่า การขาดการวางแผนแก้ไขปัญหา สามารถนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจินตนาการ เช่นผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานในโลกอาหรับ กำลังเผชิญอยู่







J

วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

'อำนาจ' ที่กำลังถูกแย่งชิงคืน

การประท้วงครั้งใหญ่ในอียิปต์สิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จของกลุ่มประชาชน ที่สามารถโค่นล้มอำนาจเผด็จการที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความสำเร็จครั้งที่สองภายในรอบระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนของประชาชนในดินแดนอาหรับ ที่หลายประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีนัยยะแอบแฝงว่า 'ไร้เสรี'

มาจนถึงตรงนี้ เมื่อฝันร้ายครั้งที่สองเกิดขึ้นจริงๆ ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน และบางคณะรัฐมนตรีที่ยึดถือระบอบวิธีคิดเดียวกันในการจัดการกับผู้ถูกปกครอง เช่นในตูนีเซียและอียิปต์ คงต้องหนาวๆร้อนๆกันว่า 'เก้าอี้' ของตนเองจะถูกเลื่อยขาหั่นออกเป็นชิ้นๆ เมื่อไร โดยเฉพาะถ้าหากยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง 'กลยุทธ์' หรือ 'วิธีคิด' ที่ดูถูกผู้คนในปกครอง

เพราะเมื่อระบบการปกครองไม่เอื้อและช่วยเหลือให้ประชาชนได้ถือขนมปัง เมื่อนั้นพวกเขาก็จำเป็นต้องหันไปหยิบจับอาวุธที่เรียกว่า 'มวลชน' ขึ้นมาต่อกร ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศได้พบบทเรียนราคาแพงมาแล้วว่า 'พลังของประชาชน' นั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขามากเพียงไร

ที่น่าจับตามองถัดจากอียิปต์คือที่ประเทศเยเมน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ประท้วง เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ ประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลย์ ซึ่งปกครองเยเมนมาอย่างยาวนานกว่า 33 ปี หลังจากเห็นตัวอย่างจากทั้งนายเบน อาลีของตูนีเซีย และนายมูบารัคของอียิปต์ จึงรีบหาทางออกมาแก้ลำเรือ ด้วยการประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งในปี 2556 ซึ่งคณะรัฐบาลของเขาจะหมดวาระ

แต่เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าประชาชนที่ออกมาต่อต้านและเรียกร้องในครั้งนี้ ย่อมไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว และเรียกร้องให้นายซาเลย์ ลงจากตำแหน่งใน 'ทันที' โดยวิธีการแก้ไขปัญหาของทางการเยเมนในครั้งนี้ นอกจากจะเกาไม่ถูกที่คันแล้ว ยังถือเป็นความคิดแนวเดียวกับที่นายมูบารัคเคยใช้ก่อนได้พบว่า การประกาศลงจากตำแหน่งในอนาคตอัน 'ไกล' นั้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ไหนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเลย

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ของตูนีเซีย, อียิปต์ และเยเมน เป็นเรื่องที่ต่างกรรม ต่างวาระ จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่า สถานการณ์ของเยเมน จะเดินไปในทิศทางและมีบทสรุปเดียวกับ เหตุการณ์ปฏิวัติครั้งใหญ่ใน 2 ประเทศที่กล่าวมา

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็พอจะทำให้เราเห็นภาพรวมที่ว่า รัฐบาลใดที่ยึดครองอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว, จับกุมหน่วงเหนี่ยว 'ผู้ที่คิดเห็นแตกต่าง' ในสังคม บวกผสมกับ 'สายตาสั้น' มองไม่เห็นความทุกข์ร้อนของประชาชน เมื่อนั้นอำนาจที่ประชาชนให้ไปไว้ในมือ ก็จำเป็นต้องถูกช่วงชิงคืนกลับไป





J

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

นิทานจากยุโรป

ภาพความเป็นรัฐสวัสดิการของกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรปกำลังสั่นคลอน เมื่อกลุ่มรัฐบาลไล่ตั้งแต่ประเทศอังกฤษ ไปจนถึงประเทศบัลแกเรีย กำลังดำเนินนโยบายปรับลดงบประมาณในส่วนของสวัสดิการสังคมต่างๆที่รัฐกำลังแบกรับ เพื่อนำเม็ดเงินส่วนนั้นกลับไปใช้ในการปฏิรูปแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ จากการที่อียูต้องสูญเงินจำนวนมหาศาล หลังตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ล้มตัวลงไปเมื่อปี 2008

แต่การที่รัฐต้องการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงอย่างประชาชน ต้องออกมา 'พูด' ในสิ่งที่พวกเขากำลังคิดอยู่บ้าง การรวมตัวกันประท้วงของประชาชนทั้งในกรีซ, ฝรั่งเศษ และเบลเยี่ยม เมื่อวันพุธที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา คือตัวอย่างของกลุ่มคนที่ต้องการเรียกร้องเพื่อคืนสิทธิที่ทุกคนต่างเชื่อว่า ตัวเองพึงมีพึงได้ อย่างกรณีของการประท้วงขึ้นค่าเทอมในประเทศอังกฤษก็เช่นกัน

ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์หลายฝ่าย กลับเห็นด้วยกับนโยบายปรับลดงบประมาณลักษณะนี้ โดยเชื่อว่า แม้การดำเนินนโยบายชูความเป็นรัฐสวัสดิการ จะเป็นจุดแข็งของกลุ่มสมาชิกสหภาพยุโรป แต่การทุ่มเม็ดเงินลงไปเพื่อช่วยเหลือดูแลประชาชนนั้น สร้างความไม่มั่นคงให้แก่รัฐ โดยเฉพาะผลข้างเคียงที่ทำให้คนคอยหวังเพียงความช่วยเหลือที่รัฐจะมาป้อนให้ จึงสมควรแล้ว ที่จะถูกรื้อถอนออกไป

ความต้องการที่สวนทางกันของประชาชนผู้คิดรักษาผลประโยชน์ที่ตัวเองเคยได้รับ กับการดำเนินนโยบายของภาครัฐที่ต้องการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศ สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับสถานการณ์ในสหภาพยุโรปต่อจากนี้ เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมีแง่มุมให้เราได้คิดเล็กๆว่า บางครั้งการปกครอง 'โดย' ประชาชน อาจไม่ได้หมายถึง 'เพื่อ' ประชาชน ขณะที่การปกครอง 'เพื่อ' ประชาชน อาจไม่ได้มีความหมายเดียวกับ 'โดย' ประชาชน ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหาร และวิสัยทัศน์ของประชาชนเองว่า ต่างพยายามที่จะมองปัญหาจาก 'คนละจุด' กับที่ตัวเองยืนได้เข้าใจขนาดไหน

เพราะถ้าต่างคนต่างเอาแต่มองจากฟากของตัวเอง ใครๆก็คงจะพอ 'เดา' ออกว่า สถานการณ์ต่อไปจะเป็นเช่นไร







J

วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554

'เผาตัวตายประท้วง' เส้นทางสู่ความสำเร็จ?

เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่นายโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี่ พ่อค้าขายผักผลไม้ชาวตูนีเซียจุดไฟเผาร่างกาย ประท้วงกลุ่มผู้ปกครองประเทศ หลังถูกตำรวจเข้ายึดแผงขายผัก ได้ลุกลามไปเป็นการรวมตัวประท้วงคณะรัฐบาลครั้งใหญ่ของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนยากจน จนส่งผลให้ในท้ายที่สุด ประธานาธิบดีเบน อาลี ผู้ปกครองชาวตูนีเซียนมาอย่างยาวนานกว่า 23 ปี ถูกขับไล่ออกจากประเทศ

พฤติกรรมของนายโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี่ ที่เสียชีวิตภายหลังเกิดเหตุหนึ่งอาทิตย์ต่อมา กลายไปเป็นพฤติกรรมต้นแบบของการประท้วงรัฐบาล ในกลุ่มประเทศโลกอาหรับ โดยนับถึงปัจจุบันมีประชาชนพยายามก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองในที่สาธารณะเป็นจำนวนแล้วถึง 10 ราย ทั้งใน แอลจีเรีย อียิปต์ เยเมน และมอริเตเนีย เนื่องมาจากสภาพปัญหาสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น




สาเหตุที่เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบในหมู่ประชาชนชาวอาหรับนั้น อาจเป็นเพราะผลสำเร็จของการประท้วงในประเทศตูนีเซีย ทำให้การแสดงออกลักษณะนี้ กลายมาเป็นตัวอย่างหนึ่งในรูปแบบของการประท้วงให้ได้รับชัยชนะ ทั้งที่ในความเป็นจริง สถานการณ์และบริบทที่ต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ไม่เหมือนกัน

และจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะเชื่อว่าทางออกที่แท้จริง คือการรวมตัวชุมนุมเรียกร้องของมวลชนอย่าง 'สันติวิธี' เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมาให้ความสนใจแก้ไขปัญหา มากกว่าการเสียสละชีวิตของ 'ตัวเอง' หรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง เนื่องจากไม่มีหลักประกันใดๆทั้งสิ้น ที่จะยืนยันได้ว่า เมื่อเกิดความ 'สูญเสีย' แล้วจะเกิดการ 'เปลี่ยนแปลง'

อย่างไรก็ตาม การประท้วงโดยพยายามจุดไฟเผาตัวเอง หรือที่เรียกว่า เซลฟ์ อิมโมเลชั่น นั้น ไม่ได้พึ่งเคยเกิดขึ้นในกรณีของพ่อค้าชาวตูนีเซียนเป็นคนแรก หรือเป็นเพียงวัฒนธรรมการก่อความไม่สงบของชาวอาหรับ

เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งในประเทศจีน ปากีสถาน รวมถึงเกาหลีใต้ และถ้าย้อนกลับไปในอดีต ทั้งเวียดนาม และประชาชนในสหภาพโซเวียต ก็เคยมีการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากทางคณะผู้ปกครองเช่นกัน

ขณะที่ในข้อเขียนของหลักศาสนาพุทธ กล่าวถึง ความพยายามในการฆ่าตัวตาย เช่น การอดอาหาร หรือการจุดไฟเผาร่างกายนั้น เป็นตัวอย่างของผู้ที่ดูหมิ่นโอกาสในการมีชีวิต และสติปัญญาของตัวเอง

เช่นเดียวกับบทบัญญัติในเกือบทุกศาสนา ทั้งพราหมณ์, คริสต์หรืออิสลาม ซึ่งโดยมากมักไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย แต่น่าเสียดายที่ประเด็นนี้ มักถูกนำไปใช้ตีความอย่างบิดเบือน จนบานปลายกลายเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบ และนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอยู่เสมอ

คำถามคือแม้บางครั้งปลายทางจะเป็นไปตามความประสงค์ แต่เราควรจะมอง 'ผลลัพธ์' โดยไม่สนใจ 'ระหว่างทาง' เลยหรือไม่ ขณะเดียวกันกับ 'สิ่งที่เกิดขึ้น' คุ้มค่ากับการ 'สูญเสีย' ของใครหรือเปล่า

บางครั้งการเดินทางที่ไปถึง 'ความเปลี่ยนแปลง' ด้วยวิธี 'สันติ' อาจต้องใช้เวลานานนับปี แต่มันอาจจะ 'คุ้มค่า' สำหรับการเลือกเดินในระยะทางที่ไกลกว่า แต่ 'เราทุกคน' สามารถก้าวเดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้พร้อมๆกัน




J