การประท้วงครั้งใหญ่ในอียิปต์สิ้นสุดลงด้วยความสำเร็จของกลุ่มประชาชน ที่สามารถโค่นล้มอำนาจเผด็จการที่ดำรงตำแหน่งมาอย่างยาวนาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความสำเร็จครั้งที่สองภายในรอบระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือนของประชาชนในดินแดนอาหรับ ที่หลายประเทศปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย อันมีนัยยะแอบแฝงว่า 'ไร้เสรี'
มาจนถึงตรงนี้ เมื่อฝันร้ายครั้งที่สองเกิดขึ้นจริงๆ ผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน และบางคณะรัฐมนตรีที่ยึดถือระบอบวิธีคิดเดียวกันในการจัดการกับผู้ถูกปกครอง เช่นในตูนีเซียและอียิปต์ คงต้องหนาวๆร้อนๆกันว่า 'เก้าอี้' ของตนเองจะถูกเลื่อยขาหั่นออกเป็นชิ้นๆ เมื่อไร โดยเฉพาะถ้าหากยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลง 'กลยุทธ์' หรือ 'วิธีคิด' ที่ดูถูกผู้คนในปกครอง
เพราะเมื่อระบบการปกครองไม่เอื้อและช่วยเหลือให้ประชาชนได้ถือขนมปัง เมื่อนั้นพวกเขาก็จำเป็นต้องหันไปหยิบจับอาวุธที่เรียกว่า 'มวลชน' ขึ้นมาต่อกร ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลหลายประเทศได้พบบทเรียนราคาแพงมาแล้วว่า 'พลังของประชาชน' นั้นยิ่งใหญ่กว่าตัวพวกเขามากเพียงไร
ที่น่าจับตามองถัดจากอียิปต์คือที่ประเทศเยเมน ซึ่งเกิดเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มผู้ประท้วง เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ขณะที่ ประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลย์ ซึ่งปกครองเยเมนมาอย่างยาวนานกว่า 33 ปี หลังจากเห็นตัวอย่างจากทั้งนายเบน อาลีของตูนีเซีย และนายมูบารัคของอียิปต์ จึงรีบหาทางออกมาแก้ลำเรือ ด้วยการประกาศว่าจะลงจากตำแหน่งในปี 2556 ซึ่งคณะรัฐบาลของเขาจะหมดวาระ
แต่เป็นเรื่องที่แน่นอนว่าประชาชนที่ออกมาต่อต้านและเรียกร้องในครั้งนี้ ย่อมไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว และเรียกร้องให้นายซาเลย์ ลงจากตำแหน่งใน 'ทันที' โดยวิธีการแก้ไขปัญหาของทางการเยเมนในครั้งนี้ นอกจากจะเกาไม่ถูกที่คันแล้ว ยังถือเป็นความคิดแนวเดียวกับที่นายมูบารัคเคยใช้ก่อนได้พบว่า การประกาศลงจากตำแหน่งในอนาคตอัน 'ไกล' นั้น ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ไหนคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นเลย
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ของตูนีเซีย, อียิปต์ และเยเมน เป็นเรื่องที่ต่างกรรม ต่างวาระ จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่า สถานการณ์ของเยเมน จะเดินไปในทิศทางและมีบทสรุปเดียวกับ เหตุการณ์ปฏิวัติครั้งใหญ่ใน 2 ประเทศที่กล่าวมา
แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดก็พอจะทำให้เราเห็นภาพรวมที่ว่า รัฐบาลใดที่ยึดครองอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว, จับกุมหน่วงเหนี่ยว 'ผู้ที่คิดเห็นแตกต่าง' ในสังคม บวกผสมกับ 'สายตาสั้น' มองไม่เห็นความทุกข์ร้อนของประชาชน เมื่อนั้นอำนาจที่ประชาชนให้ไปไว้ในมือ ก็จำเป็นต้องถูกช่วงชิงคืนกลับไป
J
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำนาจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำนาจ แสดงบทความทั้งหมด
วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2554
'เผาตัวตายประท้วง' เส้นทางสู่ความสำเร็จ?
เหตุการณ์สะเทือนขวัญ ที่นายโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี่ พ่อค้าขายผักผลไม้ชาวตูนีเซียจุดไฟเผาร่างกาย ประท้วงกลุ่มผู้ปกครองประเทศ หลังถูกตำรวจเข้ายึดแผงขายผัก ได้ลุกลามไปเป็นการรวมตัวประท้วงคณะรัฐบาลครั้งใหญ่ของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนยากจน จนส่งผลให้ในท้ายที่สุด ประธานาธิบดีเบน อาลี ผู้ปกครองชาวตูนีเซียนมาอย่างยาวนานกว่า 23 ปี ถูกขับไล่ออกจากประเทศ
พฤติกรรมของนายโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี่ ที่เสียชีวิตภายหลังเกิดเหตุหนึ่งอาทิตย์ต่อมา กลายไปเป็นพฤติกรรมต้นแบบของการประท้วงรัฐบาล ในกลุ่มประเทศโลกอาหรับ โดยนับถึงปัจจุบันมีประชาชนพยายามก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองในที่สาธารณะเป็นจำนวนแล้วถึง 10 ราย ทั้งใน แอลจีเรีย อียิปต์ เยเมน และมอริเตเนีย เนื่องมาจากสภาพปัญหาสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
สาเหตุที่เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบในหมู่ประชาชนชาวอาหรับนั้น อาจเป็นเพราะผลสำเร็จของการประท้วงในประเทศตูนีเซีย ทำให้การแสดงออกลักษณะนี้ กลายมาเป็นตัวอย่างหนึ่งในรูปแบบของการประท้วงให้ได้รับชัยชนะ ทั้งที่ในความเป็นจริง สถานการณ์และบริบทที่ต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ไม่เหมือนกัน
และจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะเชื่อว่าทางออกที่แท้จริง คือการรวมตัวชุมนุมเรียกร้องของมวลชนอย่าง 'สันติวิธี' เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมาให้ความสนใจแก้ไขปัญหา มากกว่าการเสียสละชีวิตของ 'ตัวเอง' หรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง เนื่องจากไม่มีหลักประกันใดๆทั้งสิ้น ที่จะยืนยันได้ว่า เมื่อเกิดความ 'สูญเสีย' แล้วจะเกิดการ 'เปลี่ยนแปลง'
อย่างไรก็ตาม การประท้วงโดยพยายามจุดไฟเผาตัวเอง หรือที่เรียกว่า เซลฟ์ อิมโมเลชั่น นั้น ไม่ได้พึ่งเคยเกิดขึ้นในกรณีของพ่อค้าชาวตูนีเซียนเป็นคนแรก หรือเป็นเพียงวัฒนธรรมการก่อความไม่สงบของชาวอาหรับ
เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งในประเทศจีน ปากีสถาน รวมถึงเกาหลีใต้ และถ้าย้อนกลับไปในอดีต ทั้งเวียดนาม และประชาชนในสหภาพโซเวียต ก็เคยมีการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากทางคณะผู้ปกครองเช่นกัน
ขณะที่ในข้อเขียนของหลักศาสนาพุทธ กล่าวถึง ความพยายามในการฆ่าตัวตาย เช่น การอดอาหาร หรือการจุดไฟเผาร่างกายนั้น เป็นตัวอย่างของผู้ที่ดูหมิ่นโอกาสในการมีชีวิต และสติปัญญาของตัวเอง
เช่นเดียวกับบทบัญญัติในเกือบทุกศาสนา ทั้งพราหมณ์, คริสต์หรืออิสลาม ซึ่งโดยมากมักไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย แต่น่าเสียดายที่ประเด็นนี้ มักถูกนำไปใช้ตีความอย่างบิดเบือน จนบานปลายกลายเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบ และนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอยู่เสมอ
คำถามคือแม้บางครั้งปลายทางจะเป็นไปตามความประสงค์ แต่เราควรจะมอง 'ผลลัพธ์' โดยไม่สนใจ 'ระหว่างทาง' เลยหรือไม่ ขณะเดียวกันกับ 'สิ่งที่เกิดขึ้น' คุ้มค่ากับการ 'สูญเสีย' ของใครหรือเปล่า
บางครั้งการเดินทางที่ไปถึง 'ความเปลี่ยนแปลง' ด้วยวิธี 'สันติ' อาจต้องใช้เวลานานนับปี แต่มันอาจจะ 'คุ้มค่า' สำหรับการเลือกเดินในระยะทางที่ไกลกว่า แต่ 'เราทุกคน' สามารถก้าวเดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้พร้อมๆกัน
J
พฤติกรรมของนายโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี่ ที่เสียชีวิตภายหลังเกิดเหตุหนึ่งอาทิตย์ต่อมา กลายไปเป็นพฤติกรรมต้นแบบของการประท้วงรัฐบาล ในกลุ่มประเทศโลกอาหรับ โดยนับถึงปัจจุบันมีประชาชนพยายามก่อเหตุจุดไฟเผาตัวเองในที่สาธารณะเป็นจำนวนแล้วถึง 10 ราย ทั้งใน แอลจีเรีย อียิปต์ เยเมน และมอริเตเนีย เนื่องมาจากสภาพปัญหาสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น
สาเหตุที่เกิดพฤติกรรมการเลียนแบบในหมู่ประชาชนชาวอาหรับนั้น อาจเป็นเพราะผลสำเร็จของการประท้วงในประเทศตูนีเซีย ทำให้การแสดงออกลักษณะนี้ กลายมาเป็นตัวอย่างหนึ่งในรูปแบบของการประท้วงให้ได้รับชัยชนะ ทั้งที่ในความเป็นจริง สถานการณ์และบริบทที่ต่างกัน ย่อมนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ไม่เหมือนกัน
และจะเป็นไปได้ไหม ถ้าเราจะเชื่อว่าทางออกที่แท้จริง คือการรวมตัวชุมนุมเรียกร้องของมวลชนอย่าง 'สันติวิธี' เพื่อกดดันให้รัฐบาลหันมาให้ความสนใจแก้ไขปัญหา มากกว่าการเสียสละชีวิตของ 'ตัวเอง' หรือสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรง เนื่องจากไม่มีหลักประกันใดๆทั้งสิ้น ที่จะยืนยันได้ว่า เมื่อเกิดความ 'สูญเสีย' แล้วจะเกิดการ 'เปลี่ยนแปลง'
อย่างไรก็ตาม การประท้วงโดยพยายามจุดไฟเผาตัวเอง หรือที่เรียกว่า เซลฟ์ อิมโมเลชั่น นั้น ไม่ได้พึ่งเคยเกิดขึ้นในกรณีของพ่อค้าชาวตูนีเซียนเป็นคนแรก หรือเป็นเพียงวัฒนธรรมการก่อความไม่สงบของชาวอาหรับ
เพราะก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้ว ก็เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะทำนองเดียวกัน ทั้งในประเทศจีน ปากีสถาน รวมถึงเกาหลีใต้ และถ้าย้อนกลับไปในอดีต ทั้งเวียดนาม และประชาชนในสหภาพโซเวียต ก็เคยมีการจุดไฟเผาตัวเองเพื่อเรียกร้องความสนใจจากทางคณะผู้ปกครองเช่นกัน
ขณะที่ในข้อเขียนของหลักศาสนาพุทธ กล่าวถึง ความพยายามในการฆ่าตัวตาย เช่น การอดอาหาร หรือการจุดไฟเผาร่างกายนั้น เป็นตัวอย่างของผู้ที่ดูหมิ่นโอกาสในการมีชีวิต และสติปัญญาของตัวเอง
เช่นเดียวกับบทบัญญัติในเกือบทุกศาสนา ทั้งพราหมณ์, คริสต์หรืออิสลาม ซึ่งโดยมากมักไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมการฆ่าตัวตาย แต่น่าเสียดายที่ประเด็นนี้ มักถูกนำไปใช้ตีความอย่างบิดเบือน จนบานปลายกลายเป็นพฤติกรรมการเลียนแบบ และนำมาซึ่งเหตุการณ์ที่น่าสลดใจอยู่เสมอ
คำถามคือแม้บางครั้งปลายทางจะเป็นไปตามความประสงค์ แต่เราควรจะมอง 'ผลลัพธ์' โดยไม่สนใจ 'ระหว่างทาง' เลยหรือไม่ ขณะเดียวกันกับ 'สิ่งที่เกิดขึ้น' คุ้มค่ากับการ 'สูญเสีย' ของใครหรือเปล่า
บางครั้งการเดินทางที่ไปถึง 'ความเปลี่ยนแปลง' ด้วยวิธี 'สันติ' อาจต้องใช้เวลานานนับปี แต่มันอาจจะ 'คุ้มค่า' สำหรับการเลือกเดินในระยะทางที่ไกลกว่า แต่ 'เราทุกคน' สามารถก้าวเดินไปถึงจุดหมายปลายทางได้พร้อมๆกัน
J
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)