วันจันทร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เทพนิยาย





ซินเดอเรลล่า เรื่องราวของสาวสามัญชน ที่ 'ความรัก' ได้ปัดเป่าเคราะห์ร้ายต่างๆ ที่เธอต้องเผชิญ // เทพนิยายสุดโรแมนติกเรื่องนี้ ได้รับความนิยมอย่างสูง และตัวซินเดอเรลล่า ก็ได้รับการยอมรับอย่างไม่เป็นทางการว่า เป็นสัญลักษณ์ของสามัญชน ที่ความรักชักพาเธอให้กลายเป็นเจ้าหญิง วันนี้ เรามีเรื่องราวความรักของเจ้าชาย กับซินเดอเรลล่าในโลกแห่งความเป็นจริง ที่ฐานันดรศักดิ์ ไม่อาจเป็นอุปสรรค มาให้คุณผู้ชมได้ชมกัน


วอลลิส ซิมป์สัน สาวสังคมชั้นสูงชาวอเมริกัน แม้พระองค์จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เกี่ยวกับเรื่องของความเหมาะสม หลังทรงเคยมีประวัติหย่าร้างมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่เรื่องราวในอดีต ก็ไม่สามารถทำให้กษัตริย์ เอ็ดเวิร์ด ที่ 8 ของอังกฤษ เปลี่ยนพระทัยได้ หนำซ้ำหลังถูกหลายฝ่ายกดดัน พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที่จะสละราชสมบัติ เพื่อให้ได้ครองรักกับวอลลิส ซึ่งต่อมาทั้งสองได้ดำรงพระยศเป็น ดยุค และดัชเชสส์ แห่งวินด์เซอร์


เกรซ เคลลี ดาราสาวเจ้าบทบาทแห่งโลกฮอลลีวู้ด ที่ก้าวขึ้นเป็น เจ้าหญิงเกรซ เคลลี แห่งโมนาโก หลังทรงพบรักกับเจ้าชายเรนีเยที่ 3 แห่งโมนาโก พระองค์ทรงเป็นผู้นำฝ่ายสตรีของประเทศ ขณะที่ความรักของพระองค์ กับเจ้าชายเรนีเย ที่ 3 ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวสุดโรแมนติก ที่ประทับใจหญิงสาวทั่วโลกมากมาย


ซอนย่า ฮารัลด์เซน ความรักของพระองค์ กับองค์มกุฏราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ และถูกคัดค้านมากมาย แต่สุดท้าย 'เวลา' ได้เป็นเครื่องพิสูจน์ จนทั้งสองทรงสามารถฟันฝ่าอุปสรรค และได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ ที่ 5 และสมเด็จพระราชินีซอนย่า กษัตริย์และราชินีแห่งประเทศนอร์เวย์


มิชิโกะ โชดะ ทรงเป็นสามัญชนคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่อภิเษกกับราชวงศ์ญี่ปุ่น พระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับมกุฏราชกุมาร อะกิฮิโตะ แห่งญี่ปุ่น เมื่อปี 2502 ก่อนทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระจักรพรรดินี มิชิโกะ แห่งญี่ปุ่น ในปี 2533 หลังสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ เข้าพระราชพิธีอภิเษกเป็นสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ


ซิลเวีย ซอมเมอร์ลาธ หญิงสามัญชนเชื้อสายเยอรมัน ทรงพบรักกับเจ้าฟ้าชายคาร์ล กุสตาฟ มกุฏราชกุมาร แห่งสวีเดน ในระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก เมื่อปี 2515 และทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน ภายหลังจากที่เจ้าฟ้าชาย เสด็จขึ้นครองราชย์ ในปี 2516


เมทเทอ-มาริต ชีเซิม เฮออิบี ทรงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งทรงเป็นแม่หม้ายลูกติด รวมถึงข่าวลือ เช่น ปัญหายาเสพติด และการเป็นอดีตนักเต้น อย่างไรก็ตาม เจ้าฟ้าชายโฮกุน มกุฏราชกุมารแห่งนอร์เวย์ ทรงไม่สนพระทัย และทรงเข้าพิธีอภิเสกสมรสกัน เมื่อปี 2544 โดยทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น เจ้าฟ้าหญิงเมทเทอ-มาริต มกุฏราชกุมารีแห่งนอร์เวย์


ซัลมา เบนนานี หรือเจ้าหญิงลัลลา ซัลมา แห่งโมร็อกโก ทรงเป็นเจ้าหญิงพระวรราชชายาพระองค์แรก ในสมเด็จพระราชาธิบดีโมฮัมเหม็ดที่ 6 แห่งโมร็อกโก กษัตริย์องค์ปัจจุบัน โดยเจ้าหญิงลัลลา ซัลมา ทรงเป็นพระวรราชชายาในสมเด็จพระราชาธิบดี พระองค์แรกในประวัติศาสตร์โมร็อกโก ที่ได้รับพระราชทานอิสริยยศ และทรงมีสิทธิ์ประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆอย่างเป็นทางการ


การแต่งงาน เป็นตอนจบของเทพนิยายซินเดอเรลล่า ขณะที่ในโลกแห่งความเป็นจริง พิธีเสกสมรส เป็นเพียง 'ตอนหนึ่ง' ของบทละครแห่งชีวิตเท่านั้น โดยยังทิ้งคำตอบของตอนจบ เทพนิยายชีวิตจริงสุดโรแมนติก ให้เจ้าชายและเจ้าหญิง ได้ทรงเสกสรรและปรุงแต่งต่อไปว่า จะสวยสด และงดงามเช่นไร





J

วันจันทร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2554

ไอน์สไตน์ ยังไม่ตาย

My Brainstorm

คำพูดประโยคที่ว่า 'จินตนาการสำคัญกว่าความรู้' กลายเป็นประโยคคลาสสิค ที่ทำลายกำแพง ซึ่งขวางกั้นวิทยาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ออกจากกัน ไม่น่าเชื่อว่าประโยคที่มีลักษณะปรัชญาศิลปะ กลับหลุดออกมาจากปากของนักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่ง

ผู้ได้ชื่อว่าโด่งดังที่สุด ความน่าสนใจของผู้กล่าวประโยคนี้ อย่างอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

จนเกิดเป็นความรู้ ความเชื่อ ค่านิยม รูปแบบใหม่
มีผลงานทางวิทยาศาสตร์กว่า 300 ชิ้น และงานประเภทอื่นๆ ที่ได้รับการยอมรับอีกมากกว่า 150 ชิ้น

นำคำว่า ความฉลาด หรืออัจฉริยะ ไปจดทะเบียนเตรื่องหมายการค้า ในนาม

ชื่อของเขา

และมีคนนำชื่อของเขา ไปจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า ที่แปลว่า ความฉลาด หรืออัจฉริยะ
รวมถึงเป็นผู้ที่กล่าวประโยคคลาสสิคอย่าง 'จินตนาการสำคัญหว่าความรู้'

ชาย ที่ชื่อถูกจดลิขสิทธิ์เครื่องหมายการค้า นิยามว่า 'ความฉลาดหรืออัจฉริยะ' ทีมข่าว วอยส์ โฟกัส จึงขอนำคุณผู้ชมไปทำ

ต่อมา ปี 2551 ไอน์สไตน์

ทฤษฏี ที่ทำให้ใครหลายคนจดจำอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ได้ คือทฤษฏีสัมพันธภาพ ซึ่งได้รับการเปิดเผยเมื่อปี 2458 ขณะที่

ความสนใจในวิชาคณิตศาสตร์ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ สนใจคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาอายุได้ 5 ปี โดยพ่อของเขาได้นำเข็มทิศมาให้เล่น ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่เด็กชายไอน์สไตน์เป็นอย่างมากว่า ทำไมเข็มทิศจึงต้องหันไปทางทิศเหนือ และนับตั้งแต่นั้นมา เขาก็มุ่งมั่นศึกษามันเรื่อยมา

ทฤษฏีสัมพันธภาพ เป็น

จนกระทั่ง ไอน์สไตน์อายุได้ 29 ปี เขาก็ได้เริ่มทำงานเป็นอาจารย์สมใจ โดยเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยเบิร์น ก่อนย้ายไปที่ซูริกในปีต่อมา และได้เปลี่ยนไปทำการสอนในสถาบันการศึกษาอีกหลายแห่ง ทั้งในและนอกสวิตเซอร์แลนด์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย โดยมีวิชาเอกคือวิชาฟิสิกส์ เมื่อปี 2443 และได้รับสิทธิ์เป็นพลเมืองสวิสในปี 2444 หลังจากอพยพย้ายตามครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2438


;p


หลังจากพยายามมาอยู่นานแสนนาน ในที่สุดก็เขียนออกมาได้...




ไอน์สไตน์ ยังไม่ตาย

CG1 ประเด็น: ไอน์สไตน์ ยังไม่ตาย
Anchor-ผู้ประกาศ
หากกล่าวถึงคำว่า 'อัจฉริยะ' หลายคนต้องนึกถึงชื่อ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นลำดับแรกๆ วันที่ 18 เมษายน เป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของเขา วอยส์ โฟกัสจึงขอนำท่านไปรู้จักกับบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากนิตยสารไทมส์ ให้เป็น 'บุคคลแห่งศตวรรษ' คนนี้

เทป
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ปี 2422 ในเมืองวืร์ตแตมแบร์ก ประเทศเยอรมนี วัยเด็ก ไอน์สไตน์ต้องเผชิญปัญหา ความพิการทางการอ่านหรือเขียน เนื่องจากโครงสร้างสมองที่ไม่ปกติ ความผิดปกติทางร่างกาย ทำให้เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ถูกมองว่าเป็นพวกเรียนรู้ช้า แต่ความเชื่องช้ากว่าเด็กคนอื่นๆ กลับทำให้ไอน์สไตน์รู้สึกว่า เขามีเวลาครุ่นคิดถึงอวกาศและเวลามากขึ้น จนนำไปสู่การพัฒนาทฤษฏีเหล่านั้น ในเวลาต่อมา

ไอน์สไตน์เริ่มศึกษาวิชาคณิตศาสตร์ เมื่ออายุได้ 12 ปี โดยมีลุงเป็นผู้ให้คำแนะนำ จนกระทั่งอายุได้ 16 ปี เขาก็สามารถเรียนรู้หลักการทางคณิตศาสตร์ขั้นสูงได้หลายอย่าง รวมถึงหลักการทางฟิสิกส์อีกมากมาย

ไอน์สไตน์เคยต้องตกงานถึงเกือบ 2 ปี หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ก่อนได้โอกาสเข้าทำงานในสำนักงานสิทธิบัตรของกรุงเบิร์น ช่วงเวลานี้ เขามีโอกาสร่วมกลุ่มชมรมกับเพื่อน เพื่อพูดคุยปรึกษา เกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์ รวมถึงหนังสือและงานเขียนต่างๆ ซึ่งสุดท้าย ได้ส่งอิทธิพลต่อแนวคิดด้านวิทยาศาสตร์และปรัชญาต่อตัวไอน์สไตน์มากมาย

ปี 2448 ถือเป็นปีแห่งการเริ่มต้นความสำเร็จของไอน์สไตน์ โดยบทความทางวิทยาศาสตร์ของเขาได้ถูกนำไปตีพิมพ์ผ่านทางวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์ และถือเป็นการค้นพบทฤษฏีที่ยิ่งใหญ่ถึง 3 ทฤษฏี คือ ทฤษฎีปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตริก, ทฤษฎีการเคลื่อนที่แบบบราวเนียน และทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการคิด ความเชื่อทั้งในเรื่องพื้นที่, เวลา และสสาร ของโลกวิทยาศาสตร์สมัยก่อน

ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาฟิสิกส์ เมื่อปี 2464 จากคำอธิบายปรากฏการณ์โฟโต้อิเล็กทริก ต่อมาในปี 2476 เขาหลบหนีออกจากเยอรมนี และขอยกเลิกสัญชาติเยอรมัน ด้วยเหตุผลทางการเมือง ก่อนบินไปทำงานเป็นศาสตราจารย์สาขาฟิสิกส์ ให้กับมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสหรัฐอเมริกา หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไอน์สไตน์เป็นหนึ่งในผู้นำการรณรงค์ต่อต้านการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธที่ถูกพัฒนามาจากสมการ e=mc2 หนึ่งในผลลัพธ์สำคัญของทฤษฏีสัมพันธภาพพิเศษของเขา

ไอน์สไตน์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 18 เมษายน ปี 2498 ด้วยโรคหัวใจ ทิ้งไว้แต่เพียงผลงาน ที่มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์ของโลกมากมาย ซึ่งยังไม่รวมถึงอิทธิพลต่อแนวความคิดในการใช้ชีวิตทั่วไป เช่นความเรียบง่าย หรือวาทะอย่าง 'จินตนาการสำคัญกว่าความรู้' ที่ทำลายขอบกั้นโลกวิทยาศาสตร์กับศิลปะลงอย่างราบคาบ

ไอน์สไตน์จากโลกไปแล้ว 56 ปี แต่ทฤษฏีแนวคิดทั้งศาสตร์และศิลป์ ยังเป็นต้นแบบที่คนจำนวนมากทั้งในและนอกวงการวิทยาศาสตร์ยังนับถือ และระลึกถึงอยู่เสมอ




อาจจะไม่เกี่ยวกับบทความโดยตรง... แต่สนุกดี...





J

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

'Martin Luther King Jr.' คนดีไม่สมบูรณ์แบบ

'I have a dream that my four children will one day live in the nation where they will not be judged by the color of their skin but by the content of their character ' : Martin Luther King Jr.

'ข้าพเจ้ามีความฝันว่า ในวันหนึ่ง ลูกๆทั้ง 4 คนของข้าพเจ้าจะสามารถยืนอยู่บนแผ่นดินนี้ โดยไม่มีใครตัดสินพวกเขา ด้วยเนื้อสีของผิว หากแต่ด้วยเนื้อหนังแห่งลักษณะนิสัย ' : มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์




มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ เป็นที่จดจำของคนทั้งโลก โดยเฉพาะในฐานะนักต่อสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนของคนผิวดำในประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยสันติวิธี ตามแบบอย่างของมหาตมะ คานธี และแม้เขาจะเคยถูกต้องโทษจำคุกมาหลายครั้ง แต่ใช่ว่า 'เสียง' ของเขาจะไม่เคยมีใครสนใจหรือได้ยิน

คิง ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้ที่มีความสามารถทางด้านการพูดมากที่สุดคนหนึ่ง โดยมีคำกล่าวสุนทรพจน์ชิ้นที่ยังถูกกล่าวถึง และเป็นที่จดจำจวบจนทุกวันนี้ คือ 'I have a dream' หรือ 'ข้าพเจ้ามีความฝัน' กล่าวระหว่างการชุมนุมเรียกร้องสิทธิคนผิวดำในปี 2506 กลางกรุงวอชิงตัน ดีซี มีผู้เข้าร่วมฟังกว่า 200,000 คน



ข้อเรียกร้องของมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ได้รับการยอมรับในปี 2507 ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยอมออกกฏหมายให้ สิทธิเสรีภาพของประชาชนทุกคนเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกสีผิว และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง ในวัย 35 ปี ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่อายุน้อยที่สุดที่ได้รับรางวัลนี้

มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ถูกลอบยิงจนถึงแก่ชีวิตในปี 2511 และกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางเชื้อชาติมาจนถึงทุกวันนี้ อย่างไรก็ตาม เป็นเวลาร่วมปีแล้ว ที่กลุ่มชุมชนผิวขาวนิยม เปิดเผยรายงานโจมตีคิง ว่า เป็นพวกขี้เหล้า และมีชู้ ซึ่งทำให้กลุ่มผู้สนับสนุนหลายฝ่ายต้องประหลาดใจ และเสียความรู้สึก

จนกระทั่งวันครบรอบ 43 ปี การจากไปของเขา เมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสท์ ได้เผยแพร่บทความของ Hampton Sides ที่พยายามกล่าวถึงแง่มุมอีกด้านหนึ่ง โดยนำเสนอบทวิเคราะห์ผสมบทสัมภาษณ์อดีตชู้รักของคิง ว่า มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ก็เป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความผิดพลาด, มีจุดอ่อน, มีความหิวกระหาย และมีความตึงเครียด เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป แต่ข้อบกพร่องเหล่านั้น ไม่ได้มีค่ามากไปกว่าสิ่งที่เขาได้สร้างไว้ให้แก่โลกใบนี้

ความสำคัญของเรื่องนี้อาจเหมือนกับที่ Cord Jefferson บรรณาธิการวัฒนธรรมเว็บไซต์ good.is กล่าวไว้ว่า บุคคลที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้มีความหมายว่าต้องสมบูรณ์แบบ เพราะทั้งโทมัส เจฟเฟอร์สัน ยอมรับระบบทาส หรือจอห์น เอฟ เคนเนดี้ ก็มีชู้รักมากมาย

Cord Jefferson จบบทความโดยอ้างอิงจากคำพูดของ Hampton Sides ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า

'By calling our heroes superhuman we also let ourselves off the hook: Why do the hard work of bettering the world if that’s something only saints do?'

'เรียกวีรบุรุษของเรา ว่ายอดมนุษย์ เท่ากับการปัดตัวเราเอง จากความรับผิดชอบต่อบางสิ่งบางอย่าง เพราะเราจะต้องพยายามทำโลกนี้ให้งดงามขึ้นทำไม ในเมื่อมีกลุ่มนักบุญ ที่ปราศจากความชั่วร้ายเท่านั้นที่ทำได้ '

หรือความเป็นจริง เราอาจสามารถปรุงแต่งโลกนี้ให้ดีขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่สมบูรณ์แบบเสมอไป





J

วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

จัดเรตติ้งไทย จัดระเบียบเสรีภาพ




การจัดเรตติ้งภาพยนตร์ ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในสังคมโลกตะวันตก มีจุดมุ่งหมายสำคัญ คือการกำหนดจำแนกความเหมาะสมสำหรับผู้ชม ทั้งในแง่ของเพศสถานะ, ความรุนแรง หรือการใช้ยาเสพติด รวมไปถึงลักษณะเนื้อหาภาพยนตร์บางเรื่อง ที่เป็นลักษณะเฉพาะสำหรับ 'วัยผู้ใหญ่' เพื่อช่วยเหลือคุ้มครองเด็กและเยาวชน ​ไม่​ให้​ต้อง​เผชิญ​กับ​สิ่ง​ไม่​เหมาะสมที่ถูกสังคมนำ​เสนอ ทั้งนี้ ในสังคมของประเทศที่ใช้ระบบเรตติ้งเอง ก็มักมีความแตกต่างกันในด้านของน้ำหนักว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ควร เช่นที่สหรัฐฯ ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเพศ มักถูกกำหนดให้มีระดับเรตติ้งที่ค่อนข้างสูงกว่า ระดับความเข้มข้นเดียวกันของภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเรื่องความรุนแรง ขณะที่ในเยอรมนี ภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาหรือภาพที่รุนแรง มักถูกเลื่อนระดับให้มีเรตติ้งที่สูงกว่า

การจัดเรตติ้ง มีความสำคัญเป็นอย่างมาก สำหรับเด็กและเยาวชน โดยจากผลการวิจัยของนักมานุษยวิทยาพบว่า

เด็กเล็กอายุ 3-5 ปี จะแยกแยะบทบาทจริงและบทบาทสมมติไม่ได้
เด็กอายุ 6-12 ปี จะแยกบทบาทจริงและบทบาทสมมติได้ไม่ดี
เด็กอายุ 13-18 ปี เป็นวัยที่กำลังหาแบบอย่างให้แก่ตัวเอง
เด็กวัย 18 ปี ขึ้นไป เริ่มมีความคิดความอ่านแบบผู้ใหญ่

การจัดเรตติ้ง จึงเป็นเสมือนกำแพงป้องกันสิ่งแปลกปลอม ก่อนถึงวัยที่เด็ก จะสามารถแยกแยะสิ่งต่างๆได้

ในสหรัฐอเมริกา เริ่มมีการใช้ระบบเรตติ้งตั้งแต่ปี 2511 เพื่อให้คำแนะนำกับผู้ปกครองสำหรับภาพยนตร์ เรื่องที่เด็กและเยาวชนควรและไม่ควรดู แบ่งเป็น

G สำหรับทุกเพศทุกวัย
PG สำหรับทุกเพศทุกวัย แต่เด็กที่อายุต่ำกว่า 10 ปี ควรอยู่ในการแนะนำของผู้ปกครอง
PG-13 เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี ควรอยู่ในการแนะนำของผู้ปกครอง
R เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 17 ปี ต้องเข้าชมพร้อมกับผู้ปกครองที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป
NC-17 เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามดู

ทั้งนี้ การจัดเรตติ้งของสหรัฐฯ ไม่ใช่มาตรการบังคับที่ถูกตราเป็นกฎหมาย ดังนั้น ระบบเรตติ้งจึงมีคุณค่าเสมือนคำแนะนำสำหรับเลือก 'สาร' ให้แก่เด็กและเยาวชน โดยไม่ได้มีความหมายใดๆเลยกับบุคคล ที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ซึ่งถูกมองว่าบรรลุนิติภาวะแล้ว

ส่วนที่เยอรมนี ใช้ระบบเรตติ้ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันเด็ก และเยาวชนจากสื่อที่มีเนื้อหาสุ่มเสี่ยง โดยมีสถาบันจัดเรตติ้งชื่อว่า FSK แต่ไม่ได้มีกฎหมายให้ผู้ผลิตต้องส่งตรวจสอบ เป็นเพียงความสมัครใจของสื่อหรือภาพยนตร์ใด ที่ต้องการแสดงต่อสาธารณชนว่า เยาวชนสามารถเข้าถึงผลงานของตนได้ ซึ่งสื่อที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่ชัดเจน จะถูกห้ามไม่ให้ยื่นขอพิจารณาจัดเรตติ้งสำหรับเยาวชน

FSK 0 สำหรับทุกเพศทุกวัย
FSK 6 สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป
FSK 12 สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปี ขึ้นไป
FSK 16 สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 16 ปี ขึ้นไป
FSK 18 เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ห้ามดู

ทั้งนี้ การกำหนดมอบเรตติ้งต่างๆให้แก่ภาพยนตร์แต่ละเรื่อง จะมีข้อกำหนดที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมในการใช้อธิบายการตัดสินมากมาย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้ง 2 ประเทศ แม้รายละเอียดบางส่วนจะแตกต่างกันเล็กน้อย แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ จุดมุ่งหมายของการจัดเรตนั้น ทำไปเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน เท่านั้น ไม่มีข้อกำหนดหรือคำแนะนำไหน ที่ออกมาใช้ควบคุมคนดูกลุ่มที่อยู่ในวัยผู้ใหญ่ เช่นการประกาศห้ามฉาย

ในส่วนของประเทศไทย พึ่งมีการเปลี่ยนแปลงหันมาใช้ระบบเรตติ้ง แทนระบบเซนเซอร์ เมื่อราวปี 2552 หลังความพยายามต่อสู้กันมาอย่างยาวนานของคนทำหนัง โดยเริ่มปะทุเป็นกระแสสังคม หลังภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ ของ เจ้ย, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ถูกตัดเนื้อหาบางส่วนที่เจ้าหน้าที่กองเซนเซอร์มองว่าไม่เหมาะสมต่อสังคมไทย ซึ่งเมื่อตัวเจ้าของผลงานไม่ยอมรับคำตัดสิน นำไปสู่การลุกขึ้นสู้ ให้ได้มาซึ่งสิทธิและเสรีภาพของคนทำหนัง ซึ่งอาจอ้างอิงไปถึงคนดูหนังด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน ประเทศไทยหันมาใช้ระบบเรตติ้ง โดยแบ่งเป็น 7 เรต คือ

ส ส่งเสริมการเรียนรู้ และส่งเริมการดู
ท เหมาะสมกับผู้ดูทั่วไป
น 13+ เหมาะสมกับผู้ที่อายุมากกว่า 13 ปี ขึ้นไป
น 15+ เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป
น 18+ เหมาะสมกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 18 ปี ขึ้นไป
ฉ 20+ เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ห้ามดู ยกเว้นผู้บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส
ห ห้ามเผยแพร่ในราชอาณาจักรไทย

แต่เหมือนนั่งพายเรื่ออยู่ภายในอ่าง เมื่อปัญหาและข้อถกเถียงถึงตัวกฎหมายการจัดเรตติ้ง ยังคงเป็นที่ถกเถียง โดยเฉพาะเมื่อเกิดการจัดเรต ห ให้กับภาพยนตร์เรื่อง Insect in the Backyard คำถามหาเหตุผล ของการกระทำดังกล่าว 'อย่างเป็นรูปธรรม' จึงเกิดขึ้น ทำให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นาย นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ต้องเขียนจดหมายชี้แจงต่อสังคมว่า

'ภาพยนตร์จะได้ฉายหรือไม่ เป็นปรากฏการณ์ที่จะเกิดขึ้น และดำรงอยู่ในสังคมต่อไป และเรื่องเช่นนี้ก็เคยเกิดขึ้นเป็นประจำในอดีต ปัญหาที่ซ่อนอยู่และน่าเป็นห่วงในความเห็นของผู้เขียนคือ การที่เราไม่กล้าวินิจฉัยว่า สิ่งไหน 'ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน' โดยให้เหตุผลว่า 'ศีลธรรมอันดีของประชาชน' กว้างเกินไปจนไม่สามารถหาบรรทัดฐานมาตรวจวัดได้ เลยไม่กล้าวางบรรทัดฐานทางศีลธรรม'

'สังคมไทยอยู่ในสภาพเช่นนี้ เพราะผู้ที่กฎหมายให้อำนาจวางบรรทัดฐานของสังคมไม่กล้าวางบรรทัดฐาน โดยกลัวจะถูกตำหนิต่อว่าจากสังคม คนหกสิบกว่าล้านคนจึงมาตรฐานหกสิบล้านมาตรฐาน สังคมจึงวุ่นวายไม่สงบสุข ดังที่เห็นๆ กันอยู่'

นายนิพิฏฐ์ จึงต้องการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคมไทย โดยลงท้ายจดหมายว่า

'ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เห็นว่า ภาพยนตร์ Insects in the Backyard 'ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน' ห้ามฉายครับ!'

จดหมายชี้แจง นำไปสู่ข้อถกเถียงในสังคม ต่อความหมายของคำว่า 'ศีลธรรมอันดีของประชาชน' ขณะที่ 'ประชาชน' คนอื่นๆ เริ่มมีคำถามว่า พวกเขาในวัยที่สามารถเข้าคูหาเลือกตั้ง มีสิทธิเลือกชมภาพยนตร์ด้วยตัวเอง ได้หรือไม่

ปล. ผู้กุมอำนาจ และได้รับการยอมรับให้สามารถสร้างบรรทัดฐานตามแต่ใจตัวเอง จะด้วยความสมัครใจของพลเมืองคนอื่นๆในประเทศก็ดี ไม่สมัครใจก็ดี เคยกล่าวถึงสถานการณ์การ 'แบน' ภาพยนตร์ในเมืองไทยว่า 'ประเทศอื่นๆ เช่น 'จีน' มีการแบนหนังกันมากกว่าที่ประเทศไทยทำกันอยู่นี้ ไม่รู้กี่ร้อยเท่า'...

...เอวังด้วยประการฉะนี้





J

วันพฤหัสบดีที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2554

'ปัญหาน้ำมัน' เบื้องหลังวิกฤติการเมือง

หลายคนอาจเคยสงสัยกับสถานการณ์การประท้วง ที่บานปลายกลายเป็นความรุนแรงในโลกอาหรับ ทั้งที่ล้มไปแล้วอย่างประเทศอียิปต์ หรือที่กำลังปะทุอย่างเยเมน และซีเรีย แต่แผนภาพกราฟ การผลิต และการใช้น้ำมันอาจบอกเราได้ถึงอะไรบางอย่าง

ด้วยเหตุผลง่ายๆ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศที่ไม่เหมาะต่อการผลิตสินค้าการเกษตร แต่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำมันปริมาณมหาศาล ทำให้ชาติอาหรับจำนวนมาก ต้องใช้วิธีการส่งออกน้ำมัน มาสร้างกำลังซื้อ ในการนำเข้าสินค้าจำพวกอาหาร โดยทุกอย่างจะผ่านไปได้ด้วยดี ตราบเท่าที่บรรดาท่านผู้นำ สามารถหว่านเม็ดเงินส่วนต่าง ให้เป็นสวัสดิการสำหรับประชาชนในประเทศของตนเองได้

แต่ทรัพยากรธรรมชาติอย่างน้ำมันเมื่อมีการใช้ก็ย่อมต้องมีวันหมด ประกอบกับการพัฒนาภายในประเทศ ซึ่งเป็นอัตราเร่ง ทำให้ความต้องการน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อถึงจุดที่ปริมาณการผลิตน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ความจำเป็นในการนำเข้าน้ำมันจึงเกิดขึ้น




ดังปรากฏในกราฟการผลิตและการใช้น้ำมันของประเทศอียิปต์ จุดสูงสุดของการผลิตคือเมื่อปี 2539 และค่อยๆลดลงมาจนเท่ากับการใช้ ในปี 2550 ซึ่งทำให้ชาติอียิปต์ ต้องหันมาเริ่มนำเข้าน้ำมันจากชาติอื่น เพื่อทดแทนความต้องการส่วนต่าง และนำมาซึ่งผลกระทบปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ รวมถึงปัญหาข้าวยากหมากแพง และการว่างงาน

ปัญหาพิษเศรษฐกิจ จนนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของประเทศโลกอาหรับ แต่มันเกิดขึ้นได้ทั่วโลก เช่นกรีซ ประท้วงการตัดลดงบประมาณสวัสดิการ หรืออังกฤษ ประท้วงการตัดลดงบประมาณการศึกษา

อย่างไรก็ตาม ชาติอาหรับอาจต้องเผชิญปัญหาหนักกว่าประเทศอื่นอีกเท่าหนึ่ง เมื่อพวกเขามีช่องทางรายรับที่ค่อนข้างจำกัด ขณะที่อำนาจการปกครองก็มักอยู่ในมือของคนส่วนน้อย ดังนั้น เมื่อเกิดปัญหา ประชาชนจึงมีเหตุผลมากมายในการขับไล่ผู้นำ ที่กลายสภาพเป็นตัวการของความทุกข์ยาก






เช่นเดียวกับการประท้วงในซีเรียและเยเมน โดยจากกราฟ จะเห็นได้ว่า ซีเรียเลยจุดสูงสุดของความสามารถในการผลิตน้ำมันไปแล้วเมื่อปี 2539 และแม้ระดับความต้องการจะยังไม่เท่ากับปริมาณการผลิต แต่จากแนวโน้มก็เห็นได้ว่า คงเหลือเวลาอีกไม่นาน ส่วนที่เยเมนกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ปี 2544 ก่อนลดลงมา ขณะที่ความต้องการกลับสวนทางเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งเป็นไปได้ว่าในอีกไม่นาน ทั้งสองประเทศก็อาจเริ่มจำเป็นต้องหาทางนำเข้าน้ำมัน เช่นอียิปต์ หลังจากที่ประชาชนลุกฮือประท้วงขับไล่ผู้นำตามอย่างมาแล้ว






ท่ามกลางความวิตกเรื่องน้ำมันหมดโลก หลายประเทศทั้งสหรัฐฯ หรือจีน ที่กำลังการผลิตน้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ อาจสามารถหาทางนำเข้าจากแหล่งผลิตอื่นได้ เพราะมีรายได้จากการส่งออกอาหาร หรือสินค้าประเภทต่างๆ แต่คงไม่มีใครหนีความจริงได้ว่า ทรัพยากรโลกจะต้องหมดลงสักวันหนึ่ง ซึ่งเหตุการณ์ในรอบสองสามเดือนที่ผ่านมาของโลกตะวันออกกลาง อาจเป็นสัญญาณบอกเราว่า การขาดการวางแผนแก้ไขปัญหา สามารถนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่เกินกว่าจินตนาการ เช่นผู้นำเผด็จการที่ปกครองประเทศมาอย่างยาวนานในโลกอาหรับ กำลังเผชิญอยู่







J

'พม่า' ในกาลเวลาและฝันร้าย

ประเทศพม่า หรือสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า หนึ่งในชาติที่เคยเจริญรุ่งเรืองที่สุด ในดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ภัยจากยุคล่าอาณานิคมชาติตะวันตก สร้างปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ที่ทิ้งค้างหลงเหลือให้เห็นเป็นความทุกข์ยากของชาวพม่าในปัจจุบัน

พม่าปกครองโดยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาอย่างยาวนาน ก่อนมาตกต่ำถึงขีดสุดเมื่อกลายเป็นเมืองขึ้นของจอมล่าอาณานิคมอย่างอังกฤษ หลังสู้รบกัน 3 ครั้ง ในระหว่างปี 2367 ถึง ปี 2429 ความเลวร้ายที่สุดของอังกฤษ คือการนำทาสชาวอินเดียขึ้นมาเป็นผู้ปกครองชาวพม่า ซึ่งทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่พอใจ เพราะทำให้ประเทศพม่า 'ยากไร้' เรื่องการพัฒนา

จนถึงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเริ่มมีบทบาทในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยติดต่อกลุ่มนักศึกษาพม่า ซึ่งมีแกนนำคือ นายพลอองซาน ที่กำลังหาทางกอบกู้เอกราช และคิดว่าญี่ปุ่นจะช่วยเหลือ แต่หลังจากที่กองทัพญี่ปุ่นขับไล่อังกฤษออกจากพม่าได้ ญี่ปุ่นกลับหน่วงเหนี่ยวการประกาศเอกราชของพม่า

ต่อมา นายพลอองซานก่อตั้งกลุ่ม AFPFL เพื่อต่อต้านญี่ปุ่น ซึ่ง AFPFL ได้กลายมาเป็นพรรคการเมืองสำคัญ หลังจากที่ญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 โดยพรรค AFPFL ชนะพรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอังกฤษ ในการเลือกตั้ง และ นายพลอองซานก้าวขึ้นเป็นผู้บริหารประเทศ

นายพลอองซาน มีนโยบายสร้างความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยการออกสนธิสัญญาปางหลวง // แผนแม่แบบสำหรับการรวมชนกลุ่มน้อย รวมถึงคิดเจรจาติดต่อทำธุรกิจกับอังกฤษอย่างสันติวิธี แต่ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง ทำให้นายพลอองซาน และรัฐมนตรีอีก 6 คน ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์ ลอบสังหาร เมื่อปี 2490 ซึ่งหลังจากนั้นเป็นต้นมา แม้อังกฤษจะยอมมอบเอกราชให้กับพม่า ในปี 2491 แต่ชาวพม่าก็ต้องเผชิญปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งนำไปสู่การถูกนายพลเนวิน ปฏิวัติรัฐประหารเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองไปเป็นสังคมนิยม เมื่อปี 2505 ซึ่งตลอดการปกครอง 26 ปี ความล้มเหลวของรัฐบาล ทำให้พม่ากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

จากปัญหาคุณภาพชีวิต ชาวพม่าจำนวนมากตัดสินใจออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ในปี 2531 และปะทะกับกองกำลังทหาร จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 ราย ขณะที่กองทัพได้จัดตั้งสภาเพื่อการพัฒนาและสันติภาพแห่งรัฐ หรือเอสพีดีซี ขึ้นบริหารประเทศ แต่พม่าในกำมือของเอสพีดีซีเอง ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้ สภาพสังคมและความเป็นอยู่ของชาวพม่า นอกจากจะขาดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ยังต้องต่อสู้กับความยากจน ทั้งที่พม่า เป็นหนึ่งในประเทศที่มีทรัพยากรป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม หลังการชั่งน้ำหนักระหว่างการใช้ระบอบเผด็จการทหาร กับการถูกนานาชาติคว่ำบาตร นายพลตัน ฉ่วย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ได้จัดการเลือกตั้งขึ้นเมื่อช่วงปลายปีก่อน เพื่อเป็นบทเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย และแม้พรรคยูเอสดีพี ของเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีคนใหม่และบุคคลใกล้ชิดของนายพลตัน ฉ่วย จะชนะการเลือกตั้ง ท่ามกลาง คำถามหาความโปร่งใสจากนานาชาติ // แต่วันนี้ 30 มีนาคม 2554 นายพลตัน ฉ่วย ประกาศยุบเอสพีดีซี ซึ่งถือเป็นการยุติบทบาทของรัฐบาลทหาร ที่ครองอำนาจมาอย่างยาวนานกว่า 2 ทศวรรษ เพื่อเริ่มต้นประวัติศาสตร์การปกครองหน้าใหม่ ที่ประชาชนทั่วโลกต่างหวังว่า จะเป็นก้าวแรกให้ ชนชาติพม่า หลุดพ้นจากภาพ 'ฝันร้าย' ได้เสียที







J

วันพฤหัสบดีที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2554

RIP TAYLOR





หลายคนคงจดจำ เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ หรือลิซ เทย์เลอร์ นักแสดงสาวเจ้าบทบาท ชาวอเมริกัน ได้จากบทบาทคลีโอพัตรา ในภาพยนตร์ชื่อเดียวกัน เมื่อปี 2506 ซึ่งเธอถือเป็นผู้ที่ทำให้คนทั้งโลกจดจำราชินีแห่งอาณาจักรอียิปต์โบราณ เป็นภาพของหญิงสาวดวงตาสีม่วงแสนงดงาม คนนี้

เธอเติบโตขึ้นในครอบครัวชาวอเมริกัน ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อปี 2475 ก่อนย้ายกลับไปสหรัฐฯในอีก 7 ปีต่อมา โดยเธอได้เริ่มต้นทำงานในฐานะนักแสดง ขณะที่มีอายุได้เพียง 10 ปี จากการชักชวนของคู่หมั้นประธานบริษัทยูนิเวอร์แซล และหลังจากนั้น โลกก็ได้ดาวดวงใหม่ ขึ้นมาประดับวงการภาพยนตร์

เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ก้าวขึ้นเป็นดาราหญิงระดับตำนานของโลกฮอลลีวู้ด จากผลงานการแสดงภาพยนตร์กว่า 50 เรื่อง โดยเธอได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักแสดงสาวที่ดีที่สุดจากยุคทองของโลกฮอลลีวู้ด ขณะที่สถาบันภาพยนตร์อเมริกัน ให้เธออยู่ในลำดับที่ 7 ของนักแสดงหญิงที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล

ความสำเร็จจากในจอ ทั้งออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม 2 ครั้ง, รางวัลออสการ์เกียรติคุณ 1 ครั้ง รวมถึงรางวัลลูกโลกทองคำอีก 2 ครั้ง ใช่จะแปลว่าชีวิตนอกจอของเธอนั้นสวยงามโรยล้อมไปด้วยกลีบกุหลาบ ตลอดชีวิตของเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ เธอแต่งงาน 8 ครั้ง ครั้งแรกแต่งงานเมื่ออายุได้เพียง 18 ปี และมีอายุสมรสเพียง 203 วัน ส่วนการแต่งงานครั้งที่ 8 เธอแต่งกับหนุ่มใหญ่กรรมกรก่อสร้าง ซึ่งอายุอ่อนกว่าเธอร่วม 19 ปี หลังจากพบกันในสถานบำบัดเหล้าและยาแก้ปวด อย่างไรก็ตาม หากใครจะคิดว่า ผู้หญิงที่ชื่อ เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ มีแต่ความเหลวแหลก และเรื่องฉาว ก็ต้องบอกว่าไม่ใช่

เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ทุ่มเททั้งเวลาและพลังมหาศาลให้กับองค์กรการกุศลช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ ดังที่ ดอน แบรนชัน กรรมการบริหารของคลินิกวิทแมน วอร์คเกอร์ ในกรุงวอชิงตัน ซึ่งเป็นคลินิกเฉพาะทางสำหรับกลุ่มผู้ป่วยโรคเอชไอวี กล่าวถึงเธอว่า เอลิซาเบธใช้พลังในโลกมายาของเธอ มาช่วยเหลือและเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของกลุ่มอเมริกันชนต่อผู้ป่วยโรคเอดส์ ตั้งแต่ในวันที่ยังไม่มีใครเข้าใจ หรือสนใจโรคร้ายแห่งยุคสมัยของพวกเรา

เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ เคยทำหน้าที่เป็นแกนนำเรี่ยไรเงินให้กับองค์กรการกุศล สำหรับผู้ป่วยโรคเอชไอวี ได้เป็นจำนวนมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3,000 ล้านบาท และสนับสนุน รวมถึงก่อตั้งกองทุนการกุศล ที่ทำงานด้านป้องกัน, วิจัย และรักษาคนไข้โรคเอดส์มากมาย นอกจากนี้ เธอยังเคยทำหน้าที่เป็นโฆษกให้กับองค์กรที่ทำงานด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะการวิจัยโรคเอดส์ ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของเธอ ทำให้เธอเป็นหนึ่งในคนดังแห่งยุค ที่มีผู้คนกล่าวถึงอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม เช่นเดียวกับทุกตำนาน ที่ย่อมต้องมีวันปิดฉาก เอลิซาเบธ เทย์เลอร์ จากโลกนี้ไป ด้วยวัย 79 ปี เมื่อวันพุธที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา หยาดน้ำตาที่หลั่งออกมาเพื่อไว้อาลัยให้กับการจากไปของเธอ ไม่ได้มากมาย เพียงเพราะความเป็นนักแสดงมากฝีมือ หรือความเป็นนักกิจกรรมเพื่อสังคมตัวยง แต่บทบาทชีวิตของเอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ซึ่งสะท้อนภาพ 'มนุษย์' ที่กลมกล่อม ทั้งภาพความสำเร็จและความล้มเหลว, ฉากโรแมนติกและฉากโศกเศร้า รวมไปถึงเรื่องดีงามและเรื่องอื้อฉาว ก็ทำให้เราอดไม่ได้ที่จะหลั่งน้ำตาให้กับตอนอวสานของบทละครแห่งชีวิตบทนี้









J